เช้านี้รถมารับหน้าโรงแรมเพื่อไป Rumtek ทางเข้ามีทหารและเครื่องตรวจอาวุธ เนื่องจากเป็นวัดหลวงและเป็นที่เกิดขององค์ดาไลลามะองค์ใหม่อีกด้วย แต่ตอนนี้ลี้ภัยไปอยู่ที่เนปาล อารามหลังใหญ่ตรงกลางมีการสวดมนต์อยู่ รอบๆอารามมีการวาดภาพด้วยสีสันสดใส อาคารรอบๆ เป็นที่พักของบรรดาเหล่าลามะแบ่งเป็นห้องๆ เดินออกไปด้านข้างตามป้ายชี้ว่าไป Golden stupa เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัดนี้และของศาสนาพุทธ เพราะข้างในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่สำคัญชิ้นหนึ่ง เดินหลงทางจนไปเจอลามะหนุ่ม นามว่า Sonam (แปลว่า Lucky ในภาษาสิกขิมหรือภูฐาน) กุลีกุจอนำทางและหากุญแจมาเปิดประตู แถมยังอยู่คอยเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังอีกด้วย ที่นี่จะไม่พรมน้ำมนต์แต่จะใช้การเทน้ำมนต์ใส่มือแล้วให้ยกดื่มเลย Sonam อยู่กับพวกเราพักใหญ่แล้วขอตัวไปเรียนเนื่องจากสายมากแล้ว ขากลับพวกเราแวะถ่ายรูปกับระฆังหมุนที่รอให้นักเดินทางหมุนเพื่อความโชคดี
กลับมาถึง Gangtok หาข้าวเที่ยงกินก่อนโบกมืออำลาเมืองแห่งขุนเขาและกล้วยไม้ย้อนกลับมาทางเดิมแต่มีแยกไป Dajeeling แถวๆ เมือง Rangpo ต้องกลับมาเจอนิสัยขี้โกงของแขกอีกแล้ว คนขับจะให้เปลี่ยนรถไปขึ้นอีกคันร่วมกับคนอื่น ทั้งๆ ที่พวกเราเหมารถคันนี้มา พวกเราไม่ยอมลงจากรถจนคนขับต้องยอมขับรถต่อไป สองข้างทางที่ผ่านเริ่มเปลี่ยนเป็นไร่ชามากขึ้น ผ่านไร่ชาชื่อดัง Tami tea garden มาลงรถที่ท่ารถใน Dajeeling ตอน 6 โมงเย็น อากาศที่นี่หนาวเย็นไม่แพ้เมือง Gangtok เลย เมืองนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องของชา Tea อันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว อีกสิ่งหนึ่งที่ดังไม่แพ้กันเห็นจะเป็น Toy train รถไฟคันเล็กที่หัวชนเพดาน เป็นรถไฟสายมรดกของโลกที่ชาวอังกฤษสร้างไว้ตอนตั้งเมืองแห่งนี้เมื่อครั้งอินเดียยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอยู่ Toy train จะแล่นผ่านตัวเมือง บ้านเรือน ไร่ชา และภูเขา ใช้เวลา 3-4 ชม. พวกเราตัดสินใจเดินหาที่พักที่ไม่ไกลจากท่ารถมากนัก Capital Hotel เจ้าของใจดีมากลดราคาห้องให้พวกเราตั้ง 40% แถมห้องใหญ่และใหม่อีกด้วย หลังจากเก็บของแล้วพวกเราไม่มีคำว่าเหน็ดเหนื่อยเลยออกไปเดินหาข้าวเย็นกิน เดินเลยไปหลายร้านเพราะส่วนใหญ่เป็นร้าน Vegetarian ทั้งหมด สมาชิกส่วนใหญ่ขอเลือกที่มีเนื้อดีกว่า มาหยุดที่หน้าร้านอาหารแบบทิเบต แต่งร้านได้หรูแต่ราคาธรรมดามาก กลางคืนที่นี่จะคึกคักเพราะมีตลาดนัดคนเดินตลอดถนนเส้นนี้ สินค้าจะเป็นของ Nepal เกือบทั้งหมดคงเพราะใกล้กับชายแดนนั่นเองตื่นกันตอนตี 3 กว่า เพราะนัดกันว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tiger Hill รถมารับตอนตี 4 ใช้เวลากว่า 1 ชม. จึงถึง ทั้งๆ ที่ระยะทางไม่ได้ไกลมากแต่รถทุกคันมุ่งไปทิศทางเดียวกันหมด บนยอด Tiger hill จะมีอาคารหลังเดียวสามชั้นเป็นที่บังลมหนาว และแบ่งราคาตามความสูงโดยชั้นล่างจะถูกที่สุด หางบัตรจะและชาร้อนได้ด้วย วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นตอน 05:25 มองแล้วไม่สวยมากนัก ใช้เวลาไม่นานผู้คนก็เริ่มบางตาลงแสงแดดเริ่มแรง แต่หมอกก็ยังไม่ลดน้อยลง ทำให้มองเห็นยอดเขา Everest อันดับหนึ่งของโลกไม่ชัดเจน ขากลับลงมารถทุกคันจะแวะวัด SAMTEN CHOLING BUDDHIST พระประธานถูกประดับด้วยผ้าสีสันฉูดฉาด เดินเลยเข้าห้องครัวเห็นลามะน้อยกำลังเตรียมอาหารกันอยู่ เลยไม่อยากรบกวน รถมาติดก่อนถึง Victory park แห่งสุดท้ายที่จะแวะกันพวกเราตัดสินใจให้ขับผ่านไปเลยดีกว่า กลับมากินข้าวเช้าแล้วออกไปเดินเล่น หลังมื้อเที่ยงพวกเราตกลงจะไปสวนสัตว์กันเพราะบางคนอยากไปดู Red panda สมใจจึงกลับโรงแรมไม่ลืมนัดรถให้มารับไปไร่ชา Happy Valley พรุ่งนี้เช้าสังเกตว่ายามเช้าที่นี่จะสงบมากเพราะผู้คนจะไป Tiger hill กันหมดเหมือนที่พวกเราไปผจญมาเมื่อวานนี้ ถนนหนทางไม่มีทั้งรถและคนเลย 
รถมารับตอน 8 โมงเช้า พวกเรามีเวลาแค่ 2 ชม. เท่านั้นเอง เพราะต้องกลับมาขึ้นรถกลับ Calcutta เดินผ่านไร่ชาลงไปที่โรงงานทำชา แอบขอยืมตะกร้าของคนงานที่กำลังจะออกไปเก็บใบชามาลองโพสต์ท่าถ่ายรูป เกือบ 11 โมงพวกเราสะพายเป้แบกของพะรุงพะรังมาขึ้นรถกลับไป Siriguri เพื่อต่อรถไป Culcutta ในตอนเย็นของวันเดียวกัน เมือง Dajeeling ยังคงส่งพวกเราด้วยไร่ชา ขากลับคนขับพาพวกเรามาอีกทาง ไม่เกินบ่าย 3 โมง พวกเราก็มาถึง Siriguri แล้ว อากาศเพิ่มขึ้นอีก 20 องศาทันที เหมือนหลายวันที่ผ่านมาเราผจญภัยในเมืองหิมะแล้วหลังจากนี้พวกเรากลับต้องมาอยู่ในทะเลทรายหรือไรเนี่ย รีบเก็บเสื้อหนาวแทบไม่ทัน ลงรถแล้วเดินแบกของเข้าไปท่ารถตีตั๋วรถพร้อมทั้งฝากของเป็นอันเรียบร้อย ยังมีเวลาอีกนานกว่ารถจะออก พวกเราตัดสินใจไปเดิน Hongkong market ตลาดใหญ่ในเมืองดีกว่าอยู่เฉยๆ เดินไปเดินมาเหมือนสำเพ็งบ้านเราเลย ท้องเริ่มหิวเลยมองหาร้านอาหารเห็นอยู่ฝั่งตรงข้าม มีไอศกรีมขายอยู่หน้าร้านด้วย ไม่ต้องเลือกแล้วพวกเราตัดสินใจทันที อาหารที่นี่รสจัดและอร่อยมาก คงเพราะพริกไทยดำที่ใส่จนพวกเราเดินหาร้านขายเพื่อซื้อกลับไทย ของหวานไม่พลาดอยู่แล้วไอศกรีมแรกในอินเดีย ขากลับพวกเราเจอปัญหาใหญ่เพราะเรียกรถสามล้อไม่ได้เลย คุยกันไม่รู้เรื่องจนมีคนที่พูดอังกฤษได้มาช่วยจึงได้กลับมาที่ท่ารถ ข้างๆท่ารถมีตลาดขายเสื้อผ้ามือ 1 และมือ 2 ดูๆ แล้วส่วนใหญ่ส่งมาจากไทย กว่ารถบัสจะออกก็ 2 ทุ่ม ขึ้นรถได้หลับเป็นตายเลย มาตื่นอีกทีก็ตอนที่รถมาจอดที่พักกลางทางที่เดิมนั่นแหละกลับมาเยือนเมืองแห่งความวุ่นวาย Calcutta อีกครั้งทั้งๆ ที่ใจไม่อยากจะมาเลย ยังคงร้อนเหมือนเดิม 8 โมงเช้า ก็รีดเหงื่อพวกเราได้เป็นถังแล้ว ตัดสินใจเดินหาโรงแรมหลบร้อนดีกว่า มาได้ห้องแอร์ค่อยยังชั่วหน่อยแม้ว่าราคาจะแพงไปนิด อาบน้ำพักผ่อนกันจนหลังข้าวเที่ยง จึงพากันเดินไป Victory Memorial ตัดสินใจผิดจริงๆ แม้ว่าไม่ไกลนักแต่อากาศร้อนก็บันทอนแรงกายและใจพวกเราจนแทบจะเดินไปไม่ถึง เดินผ่านร้านขายของข้างทาง กลุ่มคนจนที่มารอรับสิ่งของบริจาคเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ และร้านค้าใหญ่ๆ ปิดหมด เดินมาถึงจุดหมายจนได้ มองดูแล้วคล้ายพระที่นั่งอนันตสมาคมเพราะสร้างด้วยหินอ่อนเหมือนกัน ขากลับทนไม่ไหวขอเรียก Taxi กลับดีกว่า หลังกินข้าวเย็นเสร็จไม่วายโดนแขกจะโกงค่ารถลากอีกแล้ว แต่ไม่ยอมหรอกวันสุดท้ายแล้ว อำลาเมืองแห่งการหลอกลวงและแสนร้อนเหมือนอยู่ในนรก ด้วยรถ Taxi พาไปสนามบิน แต่คนขับก็ไม่ลืมที่จะแสดงนิสัยโกงอีกโดยขอเพิ่มอีก 50 รูปี หลังจากที่ผ่านมาหลายวันอย่าหวังจะได้เลย นี่สิสมแล้ว Calcutta


.jpg)
No comments:
Post a Comment